บาคาร่าคืออะไร

บาคาร่าออนไลน์ เกมไพ่ยอดนิยมอันดับ 1 เรานำมาให้คุณได้ร่วมสนุกทุกผู้ให้บริการคาสิโนชั้นนำ อาทิเช่น บาคาร่า GClub Royal, Genting, Holiday Palace, SBOBET ถ่ายทอดสดส่งตรงจาก คาสิโนปอยเปต คุณสามารถเลือกสมัครสมาชิก Baccarat กับเราได้ ทุกบริการสามารถเล่นได้ทั้งผ่านหน้าเว็บไซต์ มือถือ iPad, iPhone, Android หรือ ดาวน์โหลดโปรแกรมมาติดตั้งบนคอมพิวเตอร์

บาคาร่า (Baccarat) คือ เกมไพ่ชนิดหนึ่งที่มีวิธีการเล่นคล้ายกันกับป๊อกเด้ง โดยบาคาร่าเป็นเกมไพ่ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดอันดับ 1 และมีการให้บริการในทุกๆ คาสิโน ความโดดเด่นของบาคาร่า คือ เล่นง่ายและสามารถทำเงินได้รวดเร็วใช้เวลาในการเดิมพันน้อยเพียงไม่กี่นาที ก็รู้ผลแพ้ชนะแล้วจึงทำให้เป็นที่นิยมของนักพนันเป็นอย่างมาก

บาคาร่ามาจากไหน

ประวัติความเป็นมาของบาคาร่า บาคาร่า คือ เกมเดิมพันที่ใช้ไพ่ในการเล่น คำว่าบาคาร่า เป็นคำเรียกมาจากภาษาฝรั่งเศส คือ Baccarat มีรากศัพท์มาจากภาษาอิตาลี่ว่า Baccara ซึ่งมีความหมายว่า ศูนย์ หรือหมายถึง แต้มศูนย์ Baccarat มีต้นกำเนิดมาจากเกม Baccara ของอิตาลี่ ซึ่งถูกคิดค้นโดยนักพนันชาวอิตาลี ชื่อ เฟลิกซ์ ฟาลกูยเรน เชื่อว่าเข้าได้แนวคิดมาจากพิธีกรรมทางศาสนาของอารยะธรรมอีทรัสคัน (Etruscan) มีอายุเก่าแก่ถึง 1500 ปี ก่อนคริสตกาลโดยพิธีกรรมดังกล่าวมีจุดประสงค์เพื่อค้าหาหญิงสาวเพื่อรับตำแหน่งนักบวช โดยวิธีการเสี่ยงทายด้วยลูกเต๋าแบบ 9 หน้า หากหญิงสาวคนใดทอยลูกเต๋าแล้วได้ผลออกมาเป็น หน้าหมายเลข 8 หรือ 9 ซึ่งเป็นแต้มที่เท่าหรือใกล้เคียงกับจำนวนของเทพเจ้า 9 พระองค์ ของชาวอีทรัสคัน หญิงสาวผู้นั้นจะได้รับการคัดเลือก แต่ถ้าทอยลูกเต๋าผลออกมาได้หน้า 6 หรือ 7 จะไม่ได้รับการคัดเลือก และถ้าทอยลูกเต๋าได้หน้าที่มีหมายเลขน้อยกว่านั้นอาจจะหมายถึงความตายของหญิงสาวผู้นั้น

นอกจากนี้ ยังมีผู้เชี่ยวชาญบางกลุ่มได้ให้ความเห็นว่า โครงสร้างของ “บาคาร่า” นั้นมีความคล้ายคลึงกับไพ่แบล็คแจ๊ค (Blackjack) ของประเทศฝรั่งเศสมาก จึงสันนิษฐานว่า Baccarat น่าจะมีต้นกำเนิดมาจากการเล่นไพ่แบล็คแจ๊คในประเทศฝรั่งเศส ในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 ด้วยเช่นกัน ซึ่งตรงกับสมัยของพระเจ้าหลุยส์ ฟิลิปป์ (Louis Philippe) (ช่วงปี ค.ศ. 1793 – 1850) โดยในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 เกม Baccarat ได้รับความนิยมสูงสุดในคาสิโนเมืองริเวียร่า (Riviera) โดยจะมีรูปแบบการเล่น 2 แบบ คือ

แบบที่ 1 : Baccarat แบบเชอแมงเดอเฟร์ (Chemin de Fer) โดยผู้เล่นที่วางเดิมพันสูงสุดจะได้เป็นเจ้ามือ และผู้เล่นที่วางเดิมพันสูงสุดรองลงมาจะได้เป็นตัวแทนของผู้เล่นที่เหลือ ในการเล่นเดิมพันกับเจ้ามือ
แบบที่ 2 : Baccarat แบบอันบาค (En-Banque) โดยบ่อนคาสิโนจะเป็นเจ้ามือเองและมีดีลเลอร์ทำหน้าที่ในการแจกไพ่ให้กับผู้เล่น ลักษณะของโต๊ะบาคาร่านั้นจะมีที่นั่งสำหรับผู้เล่นแบ่งออกเป็น 2 ฝั่ง ด้านซ้ายและด้านขวา ฝั่งละ 5 คน ผู้เล่นแต่ละฝั่ง จะมีตัวแทนฝั่งละ 1 คนเท่านั้นที่จะเข้าร่วมเดิมพันกับเจ้ามือ

สำหรับประวัติความเป็นมาในฝั่งสหรัฐอเมริกานั้น เกมไพ่บาคาร่าได้เข้าสู่สหรัฐอเมริกาในช่วงต้นคริสต์ศักราช 1911 – 1912 แต่ก็ยังไม่ได้รับความนิยมมากนัก เพราะคนอเมริกาส่วนใหญ่จะนิยมเล่นไพ่แบล็คแจ็ค (Blackjack) มากกว่า จนกระทั่งในปี 1959 ทอมมี่ เรนโซนี่ (Tommy Renzoni) ได้นำเกมบาคาร่าจากประเทศคิวบามาสู่อเมริกา โดยมีการคิดค้น กฏและกติการการเล่นขึ้นมาใหม่ แล้วได้นำไปทดลองเล่นในบ่อนคาสิโน แคปริ (Capri Casino) ในรัฐฮาวานา จากนั้นในช่วงที่คาสโตร (Castro) ทำการยึดอำนาจจากรัฐบาลของประธานาธิบดีบาทิสตา (Batista) เรนโซนีจึงได้ย้ายถิ่นฐานไปยังลาสเวกัสเพื่อทำงานเป็นผู้บริหารคาสิโนของในโรงแรมแซนดซ์ (Sands) ทำให้บาคาร่าได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในสหรัฐอเมริกา จนถึงปัจจุบันนี้ ทอมมี เรนโซนี ยังได้รับการขนานนามว่าเป็นบิดาแห่งบาคาร่าฉบับเอเมริกัน เนื่องจากเขาเป็นผู้คิดค้นกฎกติกาของบาคาร่าฉบับอเมริกันขึ้นมานั่นเอง


  • จุดประสงค์ของการเล่นบาคาร่า คือ การเดิมพันของผู้เล่น 2 ฝั่ง จะใช้ไพ่ 6 หรือ 8 สำรับ แต่ละสำรับมีไพ่ 52 ใบ รวมเป็นไพ่ทั้งหมด 312 – 416 ใบ ฝั่งเจ้ามือ หรือ Banker และฝั่งผู้เล่น หรือ Player โดยจะทำการแจกไพ่ให้ฝั่งละ 2 ใบ (แต่ละฝ่ายจะจั่วไพ่ใบที่ 3 เพิ่มหรือไม่นั้น ต้องเป็นไปตามกฏการจั่วไพ่ใบที่ 3) การแจกไพ่จะแจกในลักษณะหงายไพ่ขึ้นเสมอ ถ้าฝั่งไหนที่มีแต้มไพ่รวมกันมากว่าหรือใกล้เคียง 9 มากที่สุดจะเป็นฝ่ายชนะ ผู้วางเดิมพันต้องทำการเลือกว่าไพ่ของฝั่งไหนจะเป็นผู้ชนะ แต้ถ้าแต้มของทั้งสองฝ่ายเสมอกันจะคืนเงินเดิมพันให้กับผู้เล่น โดยสามารถเลือกวางเดิมพันได้ดังนี้


    • Player ทายว่า แต้มรวมไพ่ของฝั่ง Player จะเป็นฝ่ายชนะ 1 : 1
    • Banker ทายว่า แต้มรวมไพ่ของฝั่ง Banker จะเป็นฝ่ายชนะ 1 : 0.95
    • Tie Game ทายว่า แต้มรวมของทั้งสองฝั่งจะเสมอ 1 : 8
    • Player Pair ทายว่า ไพ่สองใบแรกของฝั่ง Player จะออกเป็นไพ่คู่ 1 : 11
    • Banker Pair ทายว่า ไพ่สองใบแรกของฝั่ง Banker จะออกเป็นไพ่คู่ 1 : 11


    1. แบบหัก 5% : วิธีเล่น แบบหัก 5% นี้ ถ้าผู้เล่นเลือกเดิมพันฝั่ง Banker แล้วผลออกมาว่าชนะเงินรางวัลที่ได้จะถูกหักค่า Commission 5% ยกตัวอย่าง วางเดิมพันฝั่ง Banker 100 บาท แล้วเป็นฝ่ายชนะจะได้เงินรางวัลแค่ 95 บาท แต่ถ้าวางเดิมพันฝั่ง Player 100 บาทแล้ว Player เป็นฝ่ายชนะจะได้ 100 บาทเต็ม
    2. แบบไม่มีค่า Commission : วิธีเล่นแบบไม่มีค่า Commission นี้ ถ้าผู้เล่นเลือกเดิมพันฝั่ง Banker แล้ว Banker เป็นฝ่ายชนะที่ 6 แต้ม จะได้เงินรางวัลแค่ครึ่งเดียว (50%) แต่ถ้าชนะด้วยเเต้มอื่นจะได้เงินรางวัลเต็ม ยกตัวอย่างเช่น ถ้าวางเดิมพันฝั่ง Banker 100 บาท แล้วผลที่ออกคือ Banker ได้ 6 แต้ม Player 2 แต้ม จะเห็นว่า Banker เป็นฝ่ายชนะที่ 6 แต้ม ผู้เล่นจะได้เงินรางวัลเพียง 50 บาท แต่ถ้าผลที่ออกเป็น Banker ได้ 7 แต้ม Player ได้ 4 แต้ม ผู้เล่นจะได้เงินรางวัล 100 บาท


  • ต้มของไพ่บาคาร่า : แต้มของไพ่แต่ละใบจะมีความหมายตามตัวเลขที่ปรากฏบนหน้าไพ่ ยกเว้นไพ่ K, Q, J, 10 ที่จะมีแต้มเป็น 0 และ ไพ่ A มีแต้มเป็น 1

    การนับแต้มไพ่ : การนับแต้มไพ่ จะนำแต้มของไพ่บาคาร่าทั้ง 2 ใบมารวมกัน (ในกรณีที่มีการจั่วไพ่ใบที่ 3 การนับแต้มก็จะนำแต้มของไพ่ทั้ง 3 ใบมารวมกัน) โดยแต้มของไพ่คือ ตัวเลขท้ายสุดของผลรวม ยกตัวอย่างเช่น

    • ไพ่ใบแรกเป็น 9 ไพ่ใบที่สองเป็น 8 ผลรวมของไพ่ทั้งสองใบคือ 9 + 8 = 17 แต้มของไพ่ชุดนี้ได้ 7 แต้ม
    • ไพ่ใบแรกเป็น 8 ไพ่ใบที่สองเป็น A ผลรวมของไพ่ทั้งสองใบคือ 8 + 1 = 9 แต้มของไพ่ชุดนี้ได้ 9 แต้ม
    • ไพ่ใบแรกเป็น 10 ไพ่ใบที่สองเป็น 9 ผลรวมของไพ่ทั้งสองใบคือ 10 + 9 = 19 แต้มของไพ่ชุดนี้ได้ 9 แต้ม
    • ไพ่ใบแรกเป็น J ไพ่ใบที่สองเป็น 7 ไพ่ใบที่สามเป็น 4 ผลรวมของไพ่ทั้งสามใบคือ 0 + 7 + 4 = 11 แต้มของไพ่ชุดนี้ได้ 1 แต้ม


  • เนื่องจากวิธีการเล่นไพ่บาคาร่า จะทำการแจกไพ่ให้กับฝั่ง Player ก่อน ดังนั้น ในการจั่วไพ่ใบที่ 3 จึงต้องพิจารณาที่แต้มรวมของไพ่สองใบแรกของฝั่ง Player เสียก่อน ว่ามีแต้มเป็นเท่าไหร่ แล้วจึงพิจารณาว่าจะอยู่หรือจะจั่วไพ่เพิ่ม ตามกฏของการจั่วไพ่ และถ้าหากว่าฝั่ง Player มีการจั่วไพ่ใบที่ 3 ก็ต้องดูว่าจั่วได้ไพ่อะไร หลังจากนั้นจึงค่อยไปพิจารณาต่อว่าฝั่ง Banker จะจั่วไพ่เพิ่มหรือไม่ โดยรายละเอียดของกฏกติการการจั่วไพ่ใบที่ 3 นั้นมีดังนี้

    ข้อสังเกต

    1. ถ้าแต้มไพ่สองใบแรกของฝั่ง Player รวมเป็น 0 – 5 แต้ม จะต้องจั่วไพ่ใบที่สามเพิ่มเสมอ แต่ถ้าแต้มไพ่สองใบแรกได้แต้มรวมตั้งแต่ 6 แต้มขึ้นไป จะอยู่ ไม่มีการจั่วไพ่ใบที่สาม
    2. ถึงแม้ว่าฝั่ง Banker จะมีแต้มไพ่สองใบแรกรวมกันเพียง 3 แต้ม แต่ถ้าฝั่ง Player จั่วไพ่ใบที่สามได้ 8 แต้ม ฝั่ง Banker จะไม่มีการจั่วไพ่ใบที่สามเพิ่มเสมอ
    3. ถึงแม้ว่าฝั่ง Banker จะมีแต้มไพ่สองใบแรกรวมเป็น 6 แต้ม แต่ถ้าฝั่ง Player จั่วไพ่ใบที่สามได้ 6 หรือ 7 แต้ม ฝั่ง Banker จะต้องจั่วไพ่ใบที่สามเพิ่มเสมอ
    4. กรณีการจั่วไพ่ใบที่สามของทางฝั่ง Banker นั้นจะค่อนข้างซับซ้อนมากกว่าของทางฝั่ง Player ซึ่งตารางต่อไปนี้จะช่วยให้ท่านสามารถจดจำกฏการจั่วไพ่ใบที่สามของทางฝั่ง Banker ได้มากขึ้น